การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
October 14 / 2015

 

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

 

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทยมีผู้ป่วยใหม่ปีละประมาณ 7,000 ราย ส่วนใหญ่พบเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี ปัญหาของโรคมะเร็งปากมดลูกคือ ผู้ที่เป็นมักไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะกลายเป็นระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งยากต่อการรักษาให้หายขาด อย่างไรก็ดีโรคนี้สามารถตรวจและสืบค้นได้ตั้งแต่เซลล์เริ่มผิดปกติ การดำเนินโรคเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และปากมดลูกเป็นอวัยวะที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่น ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่จะเป็นมะเร็ง หรือก่อนที่จะเป็นมะเร็งระยะลุกลาม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้

 

 

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก 

 

  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศ
  • การสูบบุหรี่
  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ ใช้ยากดภูมิต้านทาน
  • การติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV)

 

 

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก, อายุและความถี่ที่ควรได้รับการตรวจ 


ในปี พ.ศ. 2535 องค์การอนามัยโลกรวบรวมสถิติพบว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวีธีแปปสเมียร์ (Pap smear) ในประชากรหญิง อายุ 35-60 ปี ทุก 5 ปี และมีความครอบคลุมร้อยละ 50 ของประเทศจะสามารถลดอุบัติการณ์ ของมะเร็งปากมดลูกได้ถึงร้อยละ 44 Pap smear จึงเป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เสียค่าใช้จ่ายไม่สูง เป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายกันมานานจนถึงปัจจุบัน คำแนะนำสำหรับสตรีไทยคือ ควรรับการตรวจ Pap smear ครั้งแรกเมื่ออายุระหว่าง 30-35 และควรตรวจเป็นประจำทุก 1-3 ปี สำหรับความถี่ของการตรวจขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปาก มดลูกของสตรีแต่ละคน สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้แนะนำว่าสมควรตรวจบ่อยเท่าใด

 

 

 

ขั้นตอนการทำ Pap smear 


Pap smear สามารถทำได้ระหว่างการตรวจภายในที่ห้องตรวจโดยสูตินรีแพทย์ ใช้เพียงเวลา 1-2 นาที ในการเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูกและช่องคลอดด้านในป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ก่อนจะนำแผ่นสไลด์ส่งไปย้อมสีด้วยวิธีการเฉพาะแล้วให้พยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติผ่านกล้องจุลทรรศน์

 

 

 

การรายงานผลการตรวจ Pap smear 


ผลการตรวจ Pap smear ที่โรงพยาบาลรามคำแหงจะรายงานภายใน 2-3 วัน ยกเว้นกรณีเร่งด่วนสามารถขอทราบผลได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง การรายงานผลมีหลายระบบปัจจุบันที่ยังนิยมใช้กันอยู่เป็นระบบ Papanicolaouclassification (classI-V) และระบบ Bethesdasystem (รายงานเป็นรายละเอียดของเซลล์ที่ตรวจพบ) สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะแปลผลรายงานแจ้งให้ผู้รับการตรวจทราบ

 

 

การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของปากมดลูก 


เมื่อผลการตรวจ pap smear รายงานผิดปกติ สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะแปลผลรายงานพร้อมวางแผนการดูแลรักษาหรือการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมแจ้งให้ผู้รับการตรวจทราบ เนื่องจากความผิดปกติที่เกิดกับปากมดลูกมีหลาบแบบ คำแนะนำอาจแตกต่างกันออกไป เช่น บางรายอาจให้มารับยาปฏิชีวนะหรือยาเหน็บช่องคลอดแล้วนัดมาตรวจซ้ำภายหลัง บางรายอาจจำเป็นต้องนัดมาตรวจเพิ่มเติมด้วยกล้อง Colposcope

 

 

การตรวจด้วยกล้อง Colposcope 


กล้อง Colposcope หรือกล้องส่องปากมดลูกเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจและส่องดูรายละเอียดรอยโรคของปากมดลูก มีเลนส์ที่มีกำลังขยาย 6-40 เท่า สำหรับดูการติดสีที่ผิดปกติ ขอบและความคมชัดของรอยโรค เส้นเลือดที่ผิดปกติบริเวณผิวของปากมดลูก (และช่องคลอด) เพื่อการวินิจฉัยความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องจำเพาะเจาะจง อันจะนำไปสู่การรักษาเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

 

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีลิควิดเบส (Liquid-based cytogy) 


เป็นวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะในการเก็บตัวอย่าง ป้ายเยื่อยุผิวจากบริเณปากมดลูกด้วยวิธีเดียวกับการทำ Pap smear นำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ส่งเข้า เครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์เยื่อบุผิวที่ปราศจากสิ่งปนเปื้อนพวกมูก หรือ เม็ดเลือดและลดการซ้อนทับของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไปลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ช่วยเพิ่มโอกาสให้พยาธิแพทย์ในการตรวจพบความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลจากการวิจัยทั่วโลกรายงานว่าการตรวจปากมดลูกด้วยวิธีตินเพร็พให้ผลการตรวจที่ถูกต้องกว่าการตรวจ Pap smear ด้วยวิธีเดิมข้อเสียคือมีราคาแพงกว่าวิธิเดิมมาก จึงแนะนำให้ใช้ตรวจเฉพาะในสตรีบางรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกหรือใช้ในการตรวจติดตามผลการรักษาโรคของปากมดลูกบางชนิดเท่านั้น 

 

โรคมะเร็งปากมดลูกผู้ที่เป็นมักไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะกลายเป็นระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งยากต่อการรักษาให้หายขาด ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงสามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้