การติดเชื้อ HPV กับมะเร็งปากมดลูก
October 13 / 2015

 

 

การติดเชื้อ HPV กับมะเร็งปากมดลูก

 

 

 

จริงหรือไม่ที่เราสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก 


มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองของมะเร็งในสตรีทั่วโลก แต่ในประเทศไทยมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของสตรีไทยและพบมากในช่วงอายุ 35 ถึง 60 ปี โดยพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่มากกว่า 6,000 รายต่อปี หรือประมาณ 20 รายต่อสตรี 100,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 2,600 รายต่อปี มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยที่แพทย์สามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ “ระยะก่อนเป็นมะเร็ง” ซึ่งผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ

 

 

เชื้อ HPV เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก 


ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมากพอจนสรุปได้ว่า เชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส หรือ เอชพีวี (Human Papillomavirus หรือ HPV) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกโดยพบเชื้อนี้จากผลการตรวจชิ้นเนื้อของมะเร็งปากมดลูกเกือบทุกรายที่เป็นมะเร็ง (ร้อยละ 99.7) ไวรัสชนิดนี้ติดได้ทางเพศสัมพันธ์ และเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับไวรัสที่ทำให้เกิดดรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อเอชพีวีที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์มีมากกว่า 200 สายพันธุ์พบว่าสายพันธุ์ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 13 สายพันธุ์ จะก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกและอาจจะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ส่วนสายพันธุ์ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำอาจทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น

 

 

 

มะเร็งปากมดลูกตรวจหาอย่างไร ? 

       
การตรวจคัดกรองหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกหรือที่เรียกว่า
แปปสเมียร์ (Pap smear)
ได้รับการยอมรับกันทั่วโลกว่าสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ อย่างไรก็ดีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปเสมียร์ดั้งเดิม หรือ วิธีลิควิคเบส (Liquid-based Cytology) เช่นวิธีตินเพร็พ, วิธีลิควิคเพร็พ ยังมีปัญหาในเรื่องความไวในการวินิจฉัยโรค ทำให้มีผลลบปลอมค่อนข้างสูง (หมายถึงมีเซลล์ผิดปกติอยู่ที่ปากมดลูก แต่ตรวจไม่พบโดยวิธีดังกล่าว) ทำให้การตรวจครั้งนั้นผิดพลาด ส่งผลทำให้คนไข้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ

 

 

 

เทคนิคใหม่ในการตรวจหา HPV DNA 


การตรวจหาตัวเชื้อ HPV โดยตรง หรือที่เรียกว่า HPV DNA เป็นเทคนิคการตรวจทางด้านชีวโมเลกุลที่ให้ความไวในการตรวจที่สูง (ร้อยละ 90 )นั่นคือสามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ที่มีการติดเชื้อ HPV เมื่อเทียบกับการตรวจ แปปสเมียร์ (Pap smear) เทคนิคนี้จะตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกและพบว่าการตรวจหาเชื้อ HPV ร่ามกับการตรวจแปปเสมียร์จะมีความไวสูงในการวินิจฉัยความผิดปกติของปากมดลูกหรือกล่าวคือแทบไม่มีผลลดลงจากการตรวจเลย มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปีๆ ร่วมกับการดูแลรักษาจึงเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกแม้ผู้รับการตรวจจะมีเชื้อ HPV อยู่ภายในช่องคลอดหรือปากมดลูก แต่ถ้าสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่-ดื่มสุรา มีสุขภาพจิตที่ดีก็จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะจัดการกำจัดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ออกจากร่างกายได้ด้วยตนเอง

 

 

ใครบ้างที่ควรจะตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจ แปปสเมียร์ (Pap smear)


สมาคมโรคมะเร็งและองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้ตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับ แปปสเมียร์ (Pap smear) ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป โดยถ้าผลการตรวจเป็นปกติก็สามารถเว้นระยะการตรวจได้ทุกๆ 3 ปี หากผลการตรวจทั้ง 2 วิธี ไม่สอดคล้องกันเช่น ผลการตรวจ HPV ให้ผลบวก แต่ไม่พบเซลล์ผิดปกติจากการตรวจแปปเสมียร์ แพทย์จะนัดให้ผู้ป่วยมาทำการตรวจยืนยันทั้ง 2 วิธีทุกๆ 6 ถึง 12 เดือน 

 

 

สามารถตรวจหา HPV DNA ได้ที่ไหน ? 


ท่านสามารถมารับบริการตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) โดยปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสูติ-นรีเวช ที่คลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลรามคำแหง

 

การเก็บตัวอย่าง และส่งตรวจหาเชื้อ HPV ทำอย่างไร ?


แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูกพร้อมในขั้นตอนเดียวกับการตรวจแปปเสมียร์และการตรวจภายในส่งตัวอย่างไปตรวจพิเศษที่ห้องปฏิบัติการทราบผลภายใน 7 วัน

 

เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกสตรีที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป ควรตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก