ความดันโลหิตสูง โรคฮิตที่ร้ายกาจ
October 09 / 2015

 

ความดันโลหิตสูง โรคฮิตที่ร้ายกาจ

 

 

 พญ. ปนัดดา สุวานิช 
 อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ 

 

บางท่านอ่านหัวข้อแล้วอาจจะรู้สึกตกใจว่า ความดันโลหิตสูง โรคสุดฮิตที่พบได้มากถึง 30-45% ของประชากรใครๆก็เป็นกัน แล้วมันจะร้ายกาจอย่างไรเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความดันโลหิตสูงทำให้เกิดโรคร้ายตามมา ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke) ภาวะหัวใจวาย โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไต แม้ว่าตัวโรคความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น มีแค่อาการปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย หรือบางท่านความดันขึ้นสูงแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สุดท้ายในระยะยาวโรคนี้จะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ ดังนั้น โรคความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษา เมื่อสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ก็จะส่งผลให้อายุยืนยาวขึ้นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายข้างต้นในบทความนี้ หมอจะขอนำเสนอบางหัวข้อที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยและผู้ที่มีญาติเป็นโรคนี้ค่ะ

 

ความดันโลหิตสูงทำให้เกิดโรคร้ายตามมา แม้ว่าโรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการอะไร แต่อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้

 

 

Q : เมื่อไหร่จะเรียกว่ามีความดันโลหิตสูง 

A : ความดันโลหิตจะมี 2 ค่า คือค่าความดันซิสโตลิค หรือที่เรียกว่าค่าความดันตัวบน เป็นความดันโลหิตในขณะที่หัวใจบีบตัว และค่าความดันไดแอสโตลิค หรือที่เรียกว่าค่าความดันตัวล่าง เป็นความดันโลหิตในขณะที่หัวใจคลายตัว ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคความดันโลหิตสูงเมื่อค่าความดันโลหิตซิสโตลิคมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิคมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิเมตรปรอท โดยค่าความดันโลหิตดังกล่าว ต้องได้รับการวัดในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะพัก โดยใช้อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้

 

 

 

Q : การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยาทำได้หรือไม่ 

A : สามารถทำได้ค่ะ ถ้าความดันโลหิตยังไม่สูงมากและไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นของภาวะหลอดเลือดเสื่อม ได้แก่ การสูบบุหรี่ ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคไต โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยไปปรับพฤติกรรม โดยลดอาหารเค็ม ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ทั้งนี้ อาหารเค็มไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รสชาติเค็มนะคะ แต่หมายถึงเกลือโซเดียมในอาหาร ซึ่ง 80% ของเกลือโซเดียวที่เข้าสู่ร่างกายจะมากับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่เราคาดไม่ถึง เช่น ขนมปัง ลูกชิ้น แฮม ซีเรียล ดังนั้นการลดการบริโภคโซเดียม จึงต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปดังกล่าวนอกเหนือไปจากอาหารที่เค็มอย่างชัดเจนอยู่แล้ว การเปลี่ยนสิ่งปรุงรสจากน้ำปลาเป็นเต้าจี้ยวหรือซีอิ๊วขาวก็เป็นหนึ่งในวิธีลดเกลือโซเดียมได้ โดย น้ำปลาไทยมีโซเดียมสูงถึง 1600-1800 มิลลิกรัมต่อช้อนโต๊ะ ในขณะที่เต้าเจี้ยวหรือซีอิ๊วขาว จะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าน้ำปลาเกือบครึ่งหนึ่ง ปริมาณโซเดียมที่อนุญาตให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรับประทานได้ คือไม่เกิน 5-6 กรัมต่อวัน ในขณะที่คนไทยบริโภค โซเดียมโดยเฉลี่ย 12 กรัมต่อวัน ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วความดันยังสูงอยู่ หรือผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากตั้งแต่แรก คุณหมอก็จะพิจารณาให้ใช้ยา เพื่อป้องกันโรคร้ายที่กล่าวมาค่ะ

 

 

Q : พอรู้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องตรวจอะไรบ้าง 

A : ตามแนวทางการรักษาของสมาคมโรคหัวใจยุโรปควรจะต้องตรวจหาว่า ความดันโลหิตสูงได้ไปทำลายอวัยวะภายในโดยที่เรายังไม่มีอาการหรือเปล่า ซึ่งจะมีผลต่อการเริ่มยารักษา และจะมีผลต่อการเลือกยาให้เหมาะสม ทำให้อัตราตายจากโรคร้ายแรงตามมาลดลง  ที่ตรวจหาได้แก่ 

  1. การหาภาวะหัวใจโต ซึ่งทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการทำอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram)
  2. ภาวะไตเสื่อมและมีโปรตีนรั่วจากไต ตรวจได้โดยการเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะ
  3. ตรวจค่าหลอดเลือดแข็งตัว ABI และการตรวจหาโรคร่วมที่ชอบมาพร้อมกับความดันโลหิตสูง เช่น เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง

 

 

 

Q : ต้องรักษาความดันโลหิตสูงไปนานแค่ไหน จำเป็นต้องกินยาตลอดหรือไม่ 

A : เป้าหมายคือการคุมความดันให้ได้ตามเกณฑ์ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภาวะของผู้ป่วยทั่วๆไปถือความดันที่ไม่เกิน 140/90 แต่ถ้าอายุมากหมอจะขยับเป็นไม่เกิน 150 ได้ค่ะ ถ้าคุมได้ ไม่ว่าจะใช้ยาหรือปรับพฤติกรรม ก็จะพบว่าผู้ป่วยมีอัตราตายลดลง หรือพูดง่าย ๆ ว่าอายุยืนกว่าคนที่ไม่ได้รักษา ดังนั้นโรคนี้จำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องส่วนการกินยา ถ้าความดันดีแล้วคุณหมออาจจะลดยาหรืออาจจะไม่ต้องใช้ยาแล้วก็ได้คะ ไม่ใช่ว่าถ้ากินยาแล้วต้องกินไปตลอด

รายละเอียดเรื่องความดันโลหิตสูงยังมีอีกมาก การรักษาความดันโลหิตสูงโรคฮิตร้ายกาจที่ไม่ออกอาการอะไร แต่ถ้าเราใส่ใจตัวเอง ทานยาปรับพฤติกรรม มาพบแพทย์ตามนัด ผลตอบแทนที่ได้ คือความมีสุขภาพดี ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน ช่วยเหลือตัวเองได้และมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย อย่าลังเลที่จะดูแลตัวเองนะคะ