คู่มือผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
คู่มือผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
August 04 / 2021

 

 

คู่มือผู้ป่วยปลูกถ่ายไต

 

 

 

 

 

 

 

ในร่างกายของคนปกติจะมีไตซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเม็ดถั่วสีน้ำตาลแดงอยู่ที่บริเวณใต้ชายโครงด้านหลังของเอวทั้ง 2 ข้าง โดยมีหน้าที่สําคัญ ได้แก่ การขับน้ำและของเสียต่างในร่างกายออกมาทางปัสสาวะ หากมีภาวะไตวาย หรือไตไม่ทำงานเกิดขึ้นของเสียจะเกิดการสะสมในร่างกายส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในต่างๆ และส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ไตยังทําหน้าที่อื่น ได้แก่ ควบคุมปริมาณสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ควบคุมความเป็นกรดและด่างในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต ผลิตฮอร์โมน Erythropoietin  เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการสร้างวิตามินดี แคลเซียม และฟอสฟอรัส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาการของผู้ป่วยโรคไตวาย

 

เมื่อเกิดภาวะไตวายหรือไตไม่ทํางาน จะส่งผลให้มีการสะสมของเสียในร่างกายจนเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย โลหิตจาง คันตามตัว ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจลําบาก น้ำท่วมปอด กระดูกเปราะบางหักง่าย และอาจเกิดการชักและสมองหยุดทำงานได้หากมีของเสียสะสมในสมองมาก ถ้าเกิดภาวะไตวายในเด็กจะส่งผลให้ไม่เจริญเติบโตตามปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

สาเหตุของการเกิดโรคไตวาย

 

สาเหตุของการเกิดโรคไตวาย ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นิ่วในไต เนื้อเยื่อไตอักเสบ โรคภูมิต่อต้านตนเอง โรคถุงน้ำในไต โรคไตจากกรรมพันธุ์

 

บางสาเหตุสามารถป้องกันได้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาควบคุมให้ดีจะป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรังได้

 

เมื่อผู้ป่วยเกิดไตวายเรื้อรังจนเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ร่างกายสามารถขับของเสียได้และสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวาย 3 วิธี เพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนี้

 

 

1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)   

 

วิธีนี้เป็นการนําเลือดของผู้ป่วยซึ่งมีของเสียปริมาณมาก มาเข้าเครื่องฟอกเลือด โดยจะกรองของเสียจากเลือดและนําเลือดที่ถูกฟอกแล้วกลับเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จะทําสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง โดยทำครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากฟอกเลือดแล้วร่างกายผู้ป่วยจะแข็งแรงขึ้น สามารถดํารงชีวิตได้เหมือนปกติ แต่ผู้ป่วยต้องมาฟอกเลือดที่ศูนย์ไตเทียมสม่ำเสมอ

 

 

 

 

 

 

2. การล้างไตทางช่องท้อง (CAPD)

 

วิธีนี้ผู้ป่วยจะใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้องของตัวผู้ป่วยเอง ใส่น้ำยาครั้งละ 2 ลิตร ทำวันละประมาณ 4 ครั้ง ในขณะที่น้ำยาอยู่ในช่องท้อง ของเสียต่างๆที่อยู่ในร่างกายจะแพร่ออกจากกระแสเลือดเข้าสู่น้ำยาในช่องท้อง ทำให้ของเสียในเลือดลดลง ดังนั้นผู้ป่วยจะกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องทำการล้างไตทางช่องท้องเป็นประจําทุกวัน

 

 

 

 

 

3. การปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต (Kidney Transplantation) 

 

วิธีนี้เป็นวิธีการรักษา โรคไตวายเรื้อรังที่ดีที่สุดเนื่องจากมีคุณภาพชีวิตและอัตราการรอดชีวิตดีที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาโดยวิธีอื่น การปลูกถ่ายไตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต เป็นวิธีการปลูกถ่ายไตโดยนำไตที่บริจาคมาจากญาติ ได้แก่ พ่อแม่ พี่น้อง ลูก หลาน ลุง ป้า น้า อา หรืออาจได้จากสามี ภรรยา ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้บริจาคจะบริจาคไต 1 ข้าง ในคนปกติมีไต 2 ข้างซึ่งสามารถบริจาคไตให้ได้ 1 ข้าง เหลือไต 1 ข้าง ผู้บริจาคต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และบริจาคด้วยความสมัครใจ

 

  • การปลูกถ่ายไตจากผู้ป่วยสมองตาย เป็นวิธีการปลูกถ่ายไตโดยนำไตที่บริจาคมาจากผู้เสียชีวิต กล่าวคือไตที่ปลูกถ่ายจากการบริจาคจากผู้ป่วยสมองตาย สำหรับในประเทศไทย สภากาชาดไทยจะเป็นผู้รับบริจาคและเป็นผู้จัดสรรไตให้แก่ผู้ป่วยไตวาย

 

 

 

 

 

 

 

ปัจจุบันผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตสําเร็จแล้ว จะมีอายุยืนยาวและกลับมาดํารงชีวิตได้ตามปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบอาชีพได้ หลังปลูกถ่ายไตแล้วผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ตามปกติ

 

 

คุณสมบัติของผู้รับการปลูกถ่ายไต (Recipient)

 

 

1. ต้องเป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย การทํางานของไตน้อยกว่า 15 % และในกรณีรอรับไตจากผู้ป่วยสมองตาย จากศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยต้องได้รับการรักษา โรคไตวายด้วยการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม หรือการล้างไตทางช่องท้องด้วยน้ำยา จึงมีสิทธิ์ได้ไต

2. ไม่มีภาวะติดเชื้อ

3. ไม่เป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

4. ไม่เป็นโรคตับแข็งชนิดที่ไม่สามารถปลูกถ่ายไตได้

5. ไม่เป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาที่หายขาดมาแล้วอย่างน้อย 2- 5 ปี

ขึ้นอยู่กับ ชนิดของมะเร็ง

6. ไม่มีภาวะเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด, หัวใจล้มเหลวเป็นต้น

7. ไม่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

8. ไม่มีภาวะจิตใจผิดปกติ

9. ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติด

10. กรณีอื่น ๆ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

 

 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน ในการผ่าตัดปลูกถ่ายไต

 

 

1.ภาวะปฏิเสธไต ร่างกายเริ่มต่อต้านไตใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทําไมจึงมีความจําเป็นต้อง รับประทานยากดภูมิคุ้มกันทุกวัน ภาวะปฏิเสธไตอาจเกิดขึ้นอย่างช้าๆ หรือเกิดขึ้นอย่าง เฉียบพลันก็ได้ การตอบสนองทั่วๆ ไปของระบบภูมิคุ้มกัน คือ การต่อสู้กับการติดเชื้อมะเร็ง และอวัยวะแปลกปลอมแพทย์ผู้รักษาและทีมงานปลูกถ่ายไตจําเป็นต้องรักษาสมดุลของการต่อต้าน การปฏิเสธไตไว้ โดยการให้ยากดภูมิคุ้มกันและให้ความรู้เรื่องผลข้างเคียงของยา แน่นอน คุณไม่ปฏิเสธที่จะรับไตใหม่ แต่ในความเป็นจริงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถทําได้ มันยังคงทําหน้าที่ของมันอยู่ตลอดเวลาคือการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมพวกเชื้อโรค มะเร็ง รวมถึง ไตใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่ายด้วย

 

ภาวะปฏิเสธไตมีหลายประเภท ดังนี้

 

 • Hyperacute Rejection คือ การปฏิเสธไตทันที อย่างร้ายแรง ส่วนใหญ่ไตมักจะเสียทันที เกิดขึ้นในชั่วโมงแรกๆ หลังเปลี่ยนไต ต้องรีบเอาไตออกทันที

 • Acute Humoral Rejection และ Acute cellular Rejection คือ การปฏิเสธไตหลังจากปลูกไตแบบเฉียบพลัน อาจเกิดขึ้นได้ใน 1 - 2 อาทิตย์แรก พบบ่อยใน 1-6 เดือนแรก และอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ตลอดอายุการทํางานของไตที่ปลูกถ่าย บางรายเกิดขึ้น 5 - 10 ปี หลังเปลี่ยนไต

• Chronic Allograft Nephropathy เป็นภาวะการปฏิเสธไตอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป หรือหลังการปลูกถ่ายไตเป็นเวลาหลายๆเดือนหลายๆ ปี ไตจะค่อยๆ เสื่อมลงช้า ๆ

ผู้ป่วยที่มีภาวะ Rejection จะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แพทย์จะต้องเจาะ ชิ้นเนื้อไต (Kidney biopsy) เพื่อนําเนื้อเยื่อไตมาตรวจดูว่าเป็นภาวะ Rejection ชนิดไหนรุนแรงมากน้อยเพียงใดเพื่อให้ยารักษาการปฏิเสธไตได้อย่างรวดเร็ว

 

2. ความเสี่ยงทางการติดเชื้อต่างๆ เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด, ปอด, ทางเดินปัสสาวะ แผลผ่าตัด, ในช่องท้อง, ในตับ, ในลําไส้, สมอง เป็นต้น

3. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เลือดไหลที่แผล, ช่องท้อง, ติดเชื้อที่แผล, เส้นเลือดตีบตัน, เส้นเลือดคั่ง, ท่อไตตีบตัน, รั่ว เป็นต้น

4. ภาวะแทรกซ้อนของการดมยาสลบ ปอดแฟบ,ปอดอักเสบ, ภาวะหายใจล้มเหลว

5. ภาวะแทรกซ้อนเรื่องหัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบตัน, หัวใจล้มเหลว, หัวใจเต้นผิดปกติ

6. ภาวะแทรกซ้อนทางกระเพาะลําไส้ แผลในกระเพาะ, เลือดออกในกระเพาะลําไส้  ในกระเพาะลําไส้

7. เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก

8. ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังกล่าว ข้อ 2 - 7 ส่วนใหญ่รักษาได้แต่บางครั้งทําให้เกิดการ สูญเสียชีวิตได้

9. การกําเริบของโรคไตที่เคยเป็นในอดีต เช่น IgA ,FSGN ฯลฯ

10. ผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการได้รับเชื้อหรือมีโรคซ่อนเร้นอื่นๆ ที่ตรวจไม่ได้โดยวิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบัน แต่เกิดโรคตามมาได้ในภายหลังในอนาคต

 

 

 

 

 

 

 

 

ในกรณีที่เกิดการปฏิเสธไตใหม่ ถ้ารีบให้การรักษาโดยทันทีอาจจะมีโอกาสที่ไตใหม่

กลับมาทํางานได้เหมือนเดิม แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจไม่สามารถแก้ไขได้

 

 

 

การผ่าตัดปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต (Living Related Kidney Transplant)

 

 

คนส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมกับมีไต 2 ข้าง หลังจากบริจาคไต ไตที่ยังเหลืออยู่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและทํางานแทนที่ไตที่บริจาคไป ผู้บริจาคจะต้องมีกรุ๊ปเลือดที่เข้ากันได้กับผู้รับ การตรวจเลือด จะแสดงให้เห็นว่าผู้บริจาคและผู้รับเข้ากันได้หรือไม่ HLA Typing และการตรวจ DNA ในที่นี้รวมถึงการเข้ากันได้ทางพันธุกรรม เพื่อ กําหนดยีนที่สามารถใช้ร่วมกันได้มีจํานวนเท่าไรยีนที่เข้ากันได้มาก จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับไตสามารถอยู่ได้นาน

 

นอกจากนี้ยังมีการตรวจผสมเลือด Lymphocyte crossmatch ซึ่งมีความสําคัญมาก เป็นวิธีการตรวจเพื่อให้ทราบว่าผู้รับไตมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเซลล์ เม็ดเลือดของผู้บริจาคไตอย่างไร ตัวอย่างเลือดของผู้บริจาคไตจะถูกผสมกับเลือดของผู้รับไต ซึ่งจะต้องไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเลือดของผู้บริจาคการตรวจด้วยวิธีนี้เป็นการคาดคะเนว่า ผู้รับไตจะมีปฏิกิริยาต่อไตผู้บริจาคหรือไม่ ถ้าผลการตรวจเป็นลบ หมายความว่า ผู้รับไตไม่มี ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเซลล์ของผู้บริจาค ก็จะสามารถทําการผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้ โอกาส ความสําเร็จในการปลูกถ่ายไตก็จะมีมาก

 

 

 

 

 

 

 

โดยธรรมชาติมนุษย์เกิดมาพร้อมกับมีไต 2 ข้าง หากเรามี สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงการบริจาค ไต 1 ข้าง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทํางานในชีวิตประจําวัน สามารถทํางานและทํากิจกรรมต่างๆ ได้ ตามปกติการมีไตข้างเดียวสามารถที่จะรับภาระในการกําจัดของเสียและน้ำส่วนเกินตลอดจนทํา หน้าที่อื่น ๆ ของไตได้มีประสิทธิภาพและเพียงพออยู่แล้ว และจากการรวบรวมข้อมูลวิจัยในอดีต ในระยะเวลาหลายสิบปีจากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าหลังจากที่เหลือไตข้างเดียวแล้ว ก็ไม่ได้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไตอื่น ๆ ตามมาในภายหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้บริจาคไต หรือถ้ามีก็น้อยมาก เช่น ความดันโลหิตอาจสูงได้ มีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะได้ และอายุขัยก็ยืนยาว เท่าคนปกติ

 

 

 

คุณสมบัติของผู้บริจาคไตที่มีชีวิต (Living Related Donor)

 

 

1. มีอายุเท่ากับหรือมากกว่า 18 ปี ถึง 60 ปี ถ้าอายุมากกว่า 60 ปีต้องมีสภาพร่างกายแข็งแรงตามดุลยพินิจของแพทย์

2. ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง (ค่าความดันโลหิตตัวบน ไม่มากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอทและค่าความดันโลหิตตัวล่างไม่มากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)

3. ไม่มีโรคเบาหวาน

4. ไม่มีประวัติเป็นโรคไตเรื้อรัง

5. มีค่าโปรตีนในปัสสาวะไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง หรืออัลบูมินในปัสสาวะไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง

6. มีค่าอัตราการกรองของไตมากกว่า 90 มิลลิลิตร/นาที/ 1.73 ตารางเมตร, ถ้าอัตราการกรองน้อย กว่า 90 แต่มากกว่า 70 มิลลิลิตร/นาที/1.73ตารางเมตร สามารถบริจาคได้ แต่ควรพิจารณาความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

7. ไม่มีภาวะโรคอ้วน

8. ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงทางอายุรกรรม เช่น ภาวะปอดอุดตันเรื้อรัง, ภาวะหัวใจขาดเลือด, มะเร็ง, โรคตับอักเสบหรือตับวายร้ายแรง ไม่มีภาวะติดเชื้อในร่างกาย, ติดยาเสพติด, โรคจิต โรคประสาทบางประเภท เป็นต้น

9. ไม่มีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

10. ต้องเป็นญาติโดยสายเลือด (Genetic Related) หรือคู่สมรสตามกฎหมายข้อบังคับแพทยสภา

11. ต้องไม่เป็นการซื้อขายไต

12. ผู้บริจาคไต และผู้รับบริจาคสามารถยกเลิกการบริจาคได้ทุกเวลา

 

 

ข้อดี ของการได้ไต : จากผู้บริจาคที่มีชีวิต

 

 

• ผู้รับบริจาคไตจากผู้มีชีวิตจะมีอายุการใช้งานไตมากกว่า, อายุยืนกว่า

• การผ่าตัดสามารถกําหนดเวลาได้ ทําให้มีเวลาเตรียมพร้อมทางร่างกาย และจิตใจ

• ยากดภูมิต้านทานและยาอื่นๆ อาจใช้น้อยกว่า ทําให้หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า

 

 

ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้แก่

 

 

  • ภาวะปฏิเสธไต คือการที่ร่างกายเริ่มต่อต้านไตใหม่นี่คือเหตุผลว่าทําไมจึงมีความจําเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันทุกวันภาวะปฏิเสธไตอาจเกิดขึ้นอย่างช้าๆ หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันก็ได้การตอบสนองทั่วๆ ไปของระบบภูมิคุ้มกันคือการต่อสู้กับการติดเชื้อ มะเร็ง และอวัยวะแปลกปลอม แพทย์ผู้รักษาและทีมงานปลูกถ่ายไตจําเป็นต้องรักษาสมดุลของการต่อต้านการปฏิเสธไตไว้ โดยการให้ยากดภูมิคุ้มกันและให้ความรู้เรื่องผลข้างเคียงของยาแน่นอน คุณไม่ปฏิเสธที่จะรับไตใหม่แต่ในความเป็นจริงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมันยังคงทําหน้าที่ของมันอยู่ตลอดเวลา คือการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมพวกเชื้อโรค มะเร็ง รวมถึงไตใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่ายด้วย

 

 

  • ถ้าท่านมีอาการใดอาการหนึ่งเหล่านี้ อาจแสดงว่าเริ่มมีการปฏิเสธไตใหม่ท่านควรติดต่อแพทย์ โรคไตทันที ได้แก่ มีไข้ หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด เหนื่อย อ่อนเพลียกว่าปกติ บวมตามตัว เช่น ที่หนังตา ที่มือ ที่เท้า ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณไตที่ได้รับการปลูกถ่ายไว้ ปัสสาวะขุ่น แสบขัด และปวดเวลาขับถ่ายปัสสาวะ ปริมาณปัสสาวะน้อยกว่า 1 ลิตรต่อวันโดย ดื่มน้ำปกติ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มถึงส้ม หรือมีเลือดปน ในกรณีที่เกิดการปฏิเสธไตใหม่ ถ้ารีบให้การรักษาโดยทันทีอาจจะมีโอกาสที่ไตใหม่กลับมาได้เหมือนเดิม แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจไม่สามารถแก้ไขได้

 

 

 

 

การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอหลังการปลูกถ่ายไตนั้นเพื่อ

 

1. ตรวจดูความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และจิตใจ

2. ตรวจดูการทํางานของไตใหม่ ถ้าผิดปกติจากการต่อต้านหรือ จากโรคเก่ากําเริบบางครั้งไม่มีอาการ แต่พบได้เฉพาะเมื่อตรวจเลือดและปัสสาวะเท่านั้น

3. ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญมีโอกาสเป็นอันตรายถึงแก่ ชีวิตได้ ได้แก่ การติดเชื้อ, โรคหัวใจ, โรคตับ, โรคมะเร็ง, โรคเบาหวาน, โรคไขมันสูง, โรคกระเพาะลําไส้ ฯลฯ

4. ตรวจหาอาการข้างเคียงของยา

5. ตรวจปรับระดับยากดภูมิคุ้มกันให้เหมาะสม

 

 

 

ขณะนี้โรงพยาบาลรามคำแหง เป็นสมาชิกของศูนย์บริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

และรับปลูกถ่ายไตให้คนไข้ไตวายระยะสุดท้าย ติดต่อสอบถามเรื่ืองการผ่าตัดปลูกถ่ายไต

โทรสายตรง 064-5646059 ได้ทุกวัน (08:00 - 16:00 น.)