โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
August 10 / 2018

 

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

 

 

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในขณะนี้พบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นสาเหตุที่ทำให้มีจำนวนคนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับสองรองจากการประสบอุบัติเหตุ 

 

หัวใจคนเราเป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องทำงานหนักที่สุด หัวใจมีการเต้น การบีบตัวตั้งแต่แรกเกิดจนวินาทีสุดท้ายที่เราหมดลมหายใจ ดังนั้นหัวใจจึงต้องมีหลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย สารอาหาร พลังงาน และ ออกซิเจนไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจไม่ว่าจะเป็นการตีบหรือการอุดตันของหลอดเลือด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยหลอดเลือดนั้นขาดเลือดหรือตายไป ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอและอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

 

 

 

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน


เกิดจากผนังหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว (atherosclerosis)* เนื่องจากมีไขมันเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือด เรียกว่า "ตะกรันท่อหลอดเลือด (artherosclerotic plaque)" ซึ่งค่อยๆ พอกหนาตัวขึ้นทีละน้อย ทำให้ช่องทางเดินของเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง

 

 

 

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน


ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติ จนกระทั่งเส้นเลือดแดงตีบมากขึ้น จนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงจะเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เรียกว่า Angina Pectoris โดยจะมีอาการรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดแน่นอึดอัดที่บริเวณหน้าอกตรงกลาง อาจร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้าย บางรายอาจร้าวขึ้นไปที่คอ หรือกรามด้านซ้าย อาการจะมีมากขึ้นเวลาออกแรงหรือทำงานหนักและนั่งพักก็จะดีขึ้น โดยอาการดังกล่าวอาจเป็นๆ หายๆ และความรุนแรงจะมากขึ้น หากมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากขึ้น และบางกรณีที่เกิดมีการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน จะแสดงอาการเจ็บหน้าอกฉับพลันทันที มีอาการกระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น บางรายอาจมีการเหนื่อยหอบจากภาวะหัวใจวายร่วมด้วย ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

 

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 

 

  1. เพศ อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า อัตราการเสียชีวิต พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 5 เท่า
  2. ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบก่อนวัยอันควร (ผู้ชายอายุน้อยกว่า 55 ปี ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี) จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคสูง
  3. ความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ที่มีดวามดันโลหิตสูงจะมีอัตราของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น
  4. การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 1 ซอง จะเพิ่มอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย 3 เท่าในผู้ชาย และ 6 เท่าในผู้หญิง เทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
  5. ภาวะไขมันในเลือดสูง พบว่าค่าไขมันคอเลสเตอรอลและไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูง รวมถึงค่า HDL ต่ำ มีผลต่ออัตราเสี่ยงการเกิดโรคสูง
  6. เบาหวาน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน 
  7. ภาวะการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน พบการเกิดโรคนี้สูงขึ้นในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  8. โรคอ้วน พบว่าคนอ้วนที่ค่า Body Mass Index 40 จะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ 2 -7 เท่าในผู้ชาย และ 1.9 เท่าในผู้หญิง

 

 

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

 

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นภาวะร้ายแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลัน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วผู้ป่วยจำเป็นต้องถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด และอัตราการเสียชีวิตด้วยภาวะนี้ยังสูงเป็นอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ การตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเพราะมีไขมัน และตะกรันสะสมอยู่ภายในหากตีบตันไม่มากนัก แพทย์อาจใช้การสวนหัวใจ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการรักษา

 

แต่ในกรณีที่จุดตีบตันนั้นเข้าถึงได้ยากหรือมีภาวะตีบสนิท โดยทั่วไปจะต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดมีความเสี่ยงมากกว่าใช้เวลาพักรักษาตัวนาน และยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้อีกด้วย แต่ในปัจจุบันด้วยความสามารถของแพทย์และเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้า การผ่าตัดอาจจะไม่ใช่หนทางเดียวในการรักษาภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบสนิทอีกต่อไป ทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ จะตรวจหาตำแหน่งที่อุดตันตีบสนิท ด้วยหัวอัลตราซาวด์ภายในหลอดเลือด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ประเมินสภาพและความรุนแรงของการอุดตันเพื่อนำไปใช้วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และแม้ในกรณีอุดตันตีบสนิทเข้าถึงได้ยาก แพทย์ที่พร้อมด้วยเครื่องมือจะสามารถใช้ “หัวกรอกากเพชร” ทำการรักษาได้ ซึ่งอุปกรณ์นี้จำเป็นต้องใช้แพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อทำการรักษาหัวกรอกากเพชรจะหมุนด้วยความเร็วสูงกรอตะกรันที่อุดตันจนเป็นผงละเอียด จากนั้นจึงใส่โครงค้ำยันหลอดเลือด เพื่อคืนการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้กลับมาดีดังเดิม

 

 

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการรักษา และความเชี่ยวชาญของแพทย์ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบสนิท หรือเข้าถึงได้ยากมีทางเลือกในการรักษาที่ดีกว่าได้ การรักษานี้ใช้เวลาพักฟิ้นระยะสั้น ทำให้สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

 

ผู้ป่วยโรคหัวใจ หากมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องมาถึงโรงพยาบาลภายใน 3 ชั่วโมง จะมีโอกาสรอดมากกว่า 80%